ที่อยู่สำหรับส่งไปรษณีย์หรือติดต่อมายังริชการ์เด้นค่ะ
Rich Garden – ริชการ์เด้น
เลขที่ 9 หมู่ 1
ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล
จ.นครปฐม 73170
ที่อยู่สำหรับส่งไปรษณีย์หรือติดต่อมายังริชการ์เด้นค่ะ
Rich Garden – ริชการ์เด้น
เลขที่ 9 หมู่ 1
ต.คลองโยง อ.พุทธมณฑล
จ.นครปฐม 73170
ริชการ์เด้นเตรียมพร้อมสำหรับเทศกาลกินเจ, a set on Flickr.
Corp นี้เราเตรียมการอย่างพิถีพิถันให้ได้ผักอร่อยที่มีคุณภาพพร้อมสำหรับเทศกาลกินเจในปี 2555 นี้ค่ะ
กลับมาแล้วอีกครับ ประสบการณ์การลดน้ำหนักจริง โดยไม่ต้องพึ่งยาและหมอ สำหรับคนที่มุ่งมั่นให้หุ่นดีและมีสุขภาพที่ดี จากความเดิมตอนที่แล้วผมได้แนะนำความรู้เรื่องดัชนีมวลกาย (BMI) ไปแล้ว หากใครยังไม่ได้อ่านก็กลับไปอ่าน ประสบการณ์การลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมโดยไม่พึ่งยา (1) ได้นะครับ
อีกนิดสำหรับการตั้งเป้าหมาย นอกจากใช้ระดับของ BMI มาเป็นเกณฑ์แล้ว ผมใช้เทคนิคส่วนตัวในการตั้งเป้าหมายทางใจควบคู่ไปด้วย เช่น อยากหุ่นดีเหมือนคนนั้นคนนี้ แล้วก็เอารูปของหุ่นของคนที่ฝันไว้มาติดไว้ใกล้ๆ ตัว ที่ประตูหน้าห้องหรือโต๊ะทำงานก็ได้ครับ จะได้คอยเป็นตัวกระตุ้นจิตใจ อีกอันหนึ่งก็คืออยากกลับมาใส่เสื้อผ้าชุดสวยๆ ในอดีตได้ ทุกครั้งผมแต่งตัวก็จะเอาชุดเก่าๆ พวกนั้นมาดู และตอนนี้ผมก็บรรลุเป้าหมายตรงนี้แล้วครับ
เป้าหมายทางใจนี้ไม่บังคับนะครับ ของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน เอาของผมไปประยุกต์ใช้ได้ แต่ขอบอกว่าเป้าหมายทางใจช่วยได้มากเลย
นอกจากเจ้าตัว BMI ที่ผมเล่ามาแล้ว ก็มีอีกอย่างหนึ่งที่ต้องคำนึงถึงตอนลดน้ำหนักก็คือ จำนวนพลังงานที่ร่างกายต้องการใช้ (Basal Metabolic Rate – BMR) ซึ่งหาได้จากการคำนวณหาจำนวนแคลอรี่ที่ร่างกายคุณต้องการใช้ในแต่ละวัน โดยอ้างอิง จาก อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง และวิถีชีวิตประจำวัน ถึงแม้ยามนอนหลับ ร่างกายก็ยังคงต้องการพลังงานตลอดเวลา สูตรสำหรับการคำนวณ BMR มีดังนี้
ตัวอย่างเช่น
จะเห็นว่าหากน้ำหนักต่างกันก็จะทำให้การเผาผลาญของร่างกายที่ต่างกัน แสดงว่าหากเราควบคุมอาหารก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ BMR ลดลง ดังนั้นการควบคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักช่วงแรกจะทำง่ายกว่าช่วงหลังที่เรามีน้ำหนักตัวน้อยลงกว่าเดิม
นอกจากนี้หากมีกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงาน หรือออกกำลังกายเพิ่มเติม ร่างกายก็จะมีการเผาผลาญพลังงานเพื่อนำมาใช้มากขึ้น สามารถคำนวณพลังงานดังนี้
ตัวอย่างเช่น BMR ของคุณ = 1,690.3 คุณเป็นคนออกกำลังกายเล็กน้อย ก็เอา BMR x1.375 นั่นคือปริมาณแคลอรีที่คุณต้องการต่อหนึ่งวัน คือ 1,690.3 x 1.375 = 2,324.16 กิโลแคลอรี
เมื่ออายุมากขึ้น เราจะควบคุมน้ำหนักได้ยากขึ้นเพราะ BMR เราลดลง วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องก็คือหมั่นออกกำลังกายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของการเผาผลาญ จะทำให้ BMR ไม่ลดลงเร็วเกินไป
เพื่อที่จะลดน้ำหนัก หรือควบคุมน้ำหนัก เราก็ไม่ควรกินอาหารมากเกินกว่าปริมาณแคลอรีที่ร่างกายต้องการทั้งหมดต่อวัน
จะควบคุมอย่างไรนั้นจะต้องเข้าใจธรรมชาติของมนุษย์เราเสียก่อน คือ น้ำหนักในร่างก่าย 1 กิโลกรัมจะเท่ากับไขมันในร่างกาย 3,200 กิโลแคลอรี่ ดังนั้นหากเราจะลดน้ำหนักลงอาทิตย์ละ 1 กิโลกรัม ก็ต้องทำให้พลังงานที่ได้รับจากอาหารน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการอาทิตย์ละ 3,200 กิโลแคลอรี หรือวันละ 457 กิโลแคลอรี่ (เท่ากับข้าวราดแกงหนึ่งจาน) หรือถ้าต้องการลดอาทิตย์ละครึ่งกิโลกรัมก็ต้องกินน้อยลงวันละ 228 กิโลแคลอรี่ (เท่ากับขนมจีนหนึ่งจาน หรือโอวัลตินเย็นหนึ่งแก้ว) แต่ทั้งนี้ต้องไม่ลืมนะครับการเผาผลาญของร่างกายจะลดลงตามน้ำหนักที่ลดลงมาด้วยดังนั้นจึงต้องมีการปรับการคำนวณ BMR อยู่เสมอทุกๆ ครั้งที่น้ำหนักลดลงอย่างเห็นได้ชัด จะได้ควบคุมพลังงานจากอาหารที่รับประทานได้อย่างถูกต้องตามความเป็นจริง
ลองดูจากตัวอย่างที่ผมให้นะครับ หากเราต้องการจะลดจากน้ำหนัก 77 กิโลกรัมลงมา 10 กิโลกรัม จะต้องทานอาหารให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการจำนวน 3,200 x 10 เท่ากับ 32,000 กิโลแคลอรี สมมุติว่าวางแผนไว้ 2 เดือน (60 วัน) ก็จะต้องทานอาหารให้น้อยลงกว่าการเผาผลาญวันละ 32,000 / 60 เท่ากับ 533.33 กิโลแคลลอรี แต่อย่าลืมว่าอัตราการเผาผลาญพลังงานของเราเปลี่ยนแปลงตามน้ำหนักดังนั้น ในช่วงเดือนที่สองหรือเมื่อน้ำหนักที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด BMR เราจะลดลง ก็จะทำให้เราต้องลดปริมาณอาหารที่เราบริโภคให้มากขึ้นอีกหรือออกกำลังกายให้หนักขึ้นเพื่อชดเชยกับการเผาผลาญพลังงานที่ลดลงนี้ เพียงยึดหลักปฏิบัติเท่านี้น้ำหนักเราก็ลดลงโดยไม่ต้องพึ่งยาหรือแพทย์ให้เสียเงินและอาจเป็นอันตรายได้แล้วครับ
อ่านแล้วอาจงงๆ แต่อย่ากังวลนะครับ การคำนวณ BMI และ BMR นั้นมีเครื่องมือในเว็บไซต์และโปรแกรมในโทรศัพท์มือถือมากมายช่วยอำนวยความสะดวกให้ ซึ่งผมจะได้แนะนำในโอกาสต่อไป
ในตอนหน้าผมจะให้ข้อมูลของเรื่องพลังงานที่มีอยู่ในอาหารแต่ละชนิด และเทคนิควิธีส่วนตัวทำให้ไม่หิว ระหว่างควบคุมอาหาร แต่หากในระหว่างนี้ใครจะใจร้อนรีบปฏิบัติการลดความอ้วนผมแนะนำให้ทานผักของริชการ์เด้นเยอะๆ เพื่อสุขภาพและหุ่นที่ดีของคุณครับ
สวัสดีครับ ผมนายด๊อกเตอร์ เป็นสมาชิกคนหนึ่งของริชการ์เด้น วันนี้ผมมีประสบการณ์จริงของตัวผมเองที่ลดน้ำหนักได้โดยไม่ต้องพึ่งยาหรือหมอ แต่อาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับใช้ผักไฮโดรโปนิกส์ที่ริชการ์เด้นเราปลูกขึ้นเองเป็นหลักในการลดความอ้วน จนทำให้ผมลดน้ำหนัก 10 กิโลกรัมได้ภายใน 2 เดือน โดยเดือนแรกลดได้ถึง 7 กิโลกรัม และเดือนสุดท้่ายได้อีก 3 กิโลกรัม ซึ่งผมได้ตั้งเป้าให้ร่างกายของผมเปลี่ยนจากคนอ้วนปานกลางกลายเป็นคนขนาดปกติได้ ผมจึงอยากแชร์เรื่องนี้ให้กับคนอื่นเพื่อเป็นวิทยาทานครับ
โดยปกติ ทางวิทยาศาสตร์ได้กำหนดให้ใช้ ดัชนีมวลกาย (Body Mass Index – BMI) มาเป็นตัววัดความอ้วนหรือไขมันส่วนเกินของร่างกาย เพื่อหาความเสี่ยงในการเป็นโรค โดยปกติ BMI คำนวณได้จากน้ำหนักตัวและความสูง ดังสูตรข้างล่าง
BMI = น้ำหนักตัว (กก.) / ความสูง (ม.) ยกกำลังสอง
โดยค่า BMI สามารถแบ่งขนาดของร่างกายได้ดังนี้
BMI < 18.5 ผอม
BMI 18.5-22.9 ปกติ
BMI 23.0-24.9 ท้วม
BMI 25.0-29.9 อ้วนปานกลาง
BMI > 30.0 อ้วนมาก
การจะลดความอ้วนที่ถูกต้องนั้นจะต้องตั้งเป้าหมายก่อน โดยผมวางเป้าหมายของผมด้วยการที่จะให้ขนาดมวลกายของผมอยู่ในเกณฑ์ปกติ
เดิมผมสูง 173 ซม. (1.73 ม.) เดิมหนัก 78 กก. คำนวณ BMI ได้ ดังนี้
BMI ก่อนลดความอ้วน = 77/(1.73^2) = 25.73 (อ้วนปานกลาง)
เป้าหมายที่ผมต้องการคือมีมวลกายที่ปกติ จึงต้องให้ BMI อยู่ระหว่าง 19.5-22.9 เนื่องจากความสูงผมคงที่จึงต้องปรับน้ำหนักลง ผมตั้งใจไว้ว่าจะลดลง 10 กก. ก็จะทำให้ได้ BMI กลายเป็น
BMI เป้าหมาย = 67/(1.73^2) = 22.38 (ปกติ)
ในขั้นนี้เราจะได้เป้าหมายของน้ำหนักที่ต้องการลดแล้ว มีคำแนะนำสำหรับบุคคลที่มีน้ำหนักมากๆ นิดหนึ่งนะครับ อย่าตั้งเป้าหมายสูงจนเกินไป หากเป้าหมายอยู่ห่างไกลกับน้ำหนักตัวปัจจุบันมากขอให้แบ่งเป้าหมายออกเป็นขั้นๆ จะได้ไม่ไกลเกินฝันจนเกินไป และที่สำคัญต้องไม่ทรมานตนเองเจนเกินไป
ในคราวหน้าเราจะมาทำความเข้าใจกับร่างกายมนุษย์และปริมาณพลังงานที่ใช้ในแต่ละวันเพื่อให้เข้าใจถึงธรรมชาติและนำเอาธรรมชาตินั้นมาควบคุมน้ำหนักของเรา … ติดตามตอนต่อไป ให้ได้นะครับ หากอยากผอม หุ่นดี ด้วยวิธีธรรมชาติ และไม่เป็นอันตราย สำคัญระหว่างรอตอนต่อไปอย่าลืมทานผักของริชการ์เด้นนะครับ เพื่อสุขภาพและหุ่นที่ดีของคุณ
มีหลายคนได้รับข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนในเรื่องไนเตรท จนทำให้มีอคติกับผักที่ปลูกด้วยวิธีการไฮโดรโปนิกส์ ริชการ์เด้นจึงได้รวบรวมข้อมูลมาให้ลูกค้าของเราเข้าใจมากขึ้น เพื่อยืนยันว่าผักของเรามีคุณภาพและครอบครัวของริชการ์เด้นสามารถรับประทานได้อย่างสบายใจ
ไนเตรทคืออะไร?
ไนเตรท (NO3) เป็นสารประกอบไนโตรเจนที่เป็นผลิตภัณฑ์สุดท้ายของวงจรไนโตรเจน มันมีพิษต่ำมาก เกิดจากที่แบคทีเรียเปลี่ยนจากไนไตรท + ออกซิเจน แล้วเกิดเป็นไนเตรท ไนเตรทมีความสำคัญต่อระบบนิเวศ คือเป็นปุ๋ยชนิดหนึ่ง ที่สร้างการเจริญเติบโตให้กับประการัง สาหร่าย ต้นไม้ในน้ำได้อีกด้วย และทำให้พืชนั้นเจริญเติบโต และผลิตออกซิเจนออกมาให้กับตู้ปลาได้อีกด้วย ไนเตรทยังสามารถเปลี่ยนไปเป็นไนตรัสออนไซด์ และไนโตรเจน ออกนอกระบบปิด (ในตู้ปลา) ได้อีกด้วย
ขอให้ดูที่ภาพเพื่อประกอบความเข้าใจ
จากเริ่มต้นไนโตรเจนในธรรมชาติจะอยู่ในรูปของ แอมโมเนีย ซึ่งการย่อยสลายของเศษอาหารหรือสิ่งปฏิกูลจะทำให้เกิดแอมโมเนีย ซึ่งพบได้ตามท้องส้วมทั่วไป แอมโมเนียจะถูกออกซิไดซ์น้ำกลายเป็นไนไตรท์
การย่อยสลายของแอมโมเนียโดยเชื้อจุลินทร์จะก่อให้เกิดไนโตรท์ ในบางครั้งการรีดิวซ์กรดไนตริกก็จะก่อให้เกิดไนโตรท์ได้เช่นกัน (รีดิวซ์คือการเอาออกซิเจนออกจากโมเลกุล) เนื่องจากไนไตรท์มีความสามารถในทางรีดิวซ์อย่างรุนแรง จีงมีการใส่ในอาหารบางประเภทเพื่อใช้เป็นสารป้องกันการออกซิไดซ์ เพื่อเป็นการถนอมอาหาร
หากการย่อยสลายเกิดขึ้นต่อไปจะเกิดไนเตรท แหล่งที่มาของไนเตรท โดยส่วนใหญ่จะมาจากปุ๋ยเคมีซากพืชสัตว์ที่เน่าเปื่อย น้ำทิ้งชุมชน การบำบัดตะกอนน้ำเสีย น้ำทิ้งอุตสาหกรรม หรือขยะเศษอาหารต่างๆ โดยจะเกิดแอมโมเนียขึ้นก่อนจากนั้น จึงถูกเปลี่ยนรูปไนไตรท์และไนเตรทตามลำดับ ในธรรมชาติไนเตรทในน้ำจะเป็นธาตุอาหารที่พืชน้ำใช้ในการเจริญเติบโต เช่น สาหร่าย
ในปัจจุบันมนุษย์มิได้มีโอกาสที่จะได้รับไนเตรทจากพืชเท่านั้นแต่ยังจะได้รับจากการบริโภคอาหาร “เนื้อสัตว์และผลผลิต” เพราะปกติแล้วจะมีการใช้ไนเตรทและไนไตรท์ในอาหารใน 4 รูปแบบ คือ โพแทสเซียมไนเตรทหรือดินประสิว (KNO3) โซเดียมไนเตรท (NaNO3) โพแทสเซียมไนไตรท์ (KNO3) และ โซเดียมไนไตรท์ (NaNO3) เพื่อเป็น “สารเติมแต่ง (Food additives) สำหรับเนื้อสัตว์และผลผลิต” เพื่อให้สดและแต่งสี (ให้เป็นสีแดงแทนสีน้ำตาล) และเพื่อการถนอมอาหารโดยไนเตรทจะทำหน้าที่เป็น สารกันบูดหรือสารกันเสีย (Food preservative) คือไม่ทำให้เกิดปฏิกิริยาทางแคมีจำพวกออกซิเดชั่นที่มีผลทำให้อาหารมีกลิ่นแปลกไปจากเดิมและป้องกัน ไม่ให้จุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเน่าเจริญเติบโต โดยเฉพาะแบคทีเรียจำพวกคลอสตริเดียมคือคลอสตริเดียม บอทูลินั่ม (Clostridium botulinum) และคลอสตริเดียมเปอร์ฟรินเจน (Clostridium perfringens) ที่สามารถผลิตสารพิษหรือทอกซิน (Toxin) ที่มีพิษรุนแรงมากที่สุดที่ทำให้คนตายได้จนเรียกโรคที่เกิดจากถนอมอาหาร เช่น เนื้อหมัก เบคอนแฮม ไส้กรอกรมควัน เนื้อ เนื้อกระป๋อง พายหมู ปลารมควัน พิซซ่าแช่แข็งและเนยเข็งบางชนิดซึ่งจะใช้ไนเตรทและไนไตรท์เป็นสารเติมแต่ประมาณ 120 มก./กก. (Radojevic and Bashkin,1999) ประเทศต่างๆ ได้กำหนดปริมาณการใช้สารเติมแต่ในอาหาร เช่นสหราชอาณาจักรกำหนดให้ไม่เกิน 500 มก./กก.) และค่า ADI ของNaNO3) ที่ 0-5 มก./(น้ำหนักของคนเป็น) กก. สำหรับ (KNO3) (NaNO3) ที่ 0-0.2 มก./กก. โดยค่า ADI=0 เป็นอาหารสำหรับทารก (Baby food) องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้กำหนดค่า ADI ที่ 220 มก./กก. สำหรับผู้ใหญ่ (Adult)
หากมีไนเตรทในอาหารมากเกินไปจะก่อให้เกิดปัญหาของความปลอดภัยในการบริโภคอาหาร เพราะเมื่อกินไนเตรทเข้าไปแบคทีเรียในลำไส้จะเปลี่ยนไนเตรทเป็นไนไตรท์ ซึ่งไนไตรท์จะเป็นตัวทำให้เกิดปัญหาแก่ผู้ป่วย เช่น 1)ไปขยายหลอดเลือดให้ฟโตขึ้นทำให้ความดันเลือดต่ำลงทำให้รู้สึกเหมือนเป็นลมหมดสติ 2)ทำให้ตับไม่สามารถสะสมวิตามินเอได้ตามปกติ 3)ปัญหาสำคัญคือจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กเนื่องจากไนไตรท์จะขัดขวางการพาออกซิเจนฮีโมโกลบินในเลือดกล่าวคือเมื่อไนไตรท์ถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดแล้วจะเข้าจับกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงได้ดีกว่าออกซิเจนได้สารประกอบสีน้ำเงินจะทำให้เด็กตัวเขียวคล้ำ ขาดอากาศหายใจและอาจตายในที่สุด อาการเช่นนี้เรียกว่า โรคบลูเบบี้ (Blue baby syndrome) หรือ โรคเมทีโมโกลบิเนเมีย (Methemoglobiemia) ในเด็กเล็กและทารกในช่วงที่อยู่ในครรภ์ของมารดา โดยเฉพาะเด็กที่อายุต่ำกว่า 2 เดือนเพราะลำไส้มีความเป็นกรดที่พอเหมาะกับความต้องการของแบคทีเรียประเภทไนเตรทรีดิวซิ่งแบคทีเรีย (nitrate reducing bacteria) ที่จะเปลี่ยนไนเตรท เป็นไนไตรท์
นั่นคือไนไตรท์จะเปลี่ยนฮีโมโกลบิลให้เป็นเมทีโมโกลบิน (Methemoglobin) ซึ่งไม่มีอำนาจหรือความสามารถ ในการนำออกซิเจนจากปอดไปสู่ร่างกายทำให้สมองขาดออกซิเจนและเป็นลมหมดสติ
การที่ผู้ป่วยที่เป็นเด็กจะเป็นอันตรายมากกว่าผู้ใหญ่ก็เพราะผู้ไหญ่มีเอ็นไซม์เมทีโมโกลบินรีดักเตส (Methemoglobin reductase) ที่คอยช่วยเปลี่ยนเมทีโมโกลบินให้เป็นฮีโมโกลบินได้ตามเดิม
สารไนเตรทและไนไตรท์ที่กินเข้าไปอาจถูกแบคทีเรียในลำไส้บางชนิดเปลี่ยนไปเป็นสารที่ก่อให้เกิดสารก่อโรคมะเร็งหรือคาร์ซิโนเจน (Carcinogen) เช่นหากเปลี่ยนไปเป็นไนโทรซามีน (Nitrosamine) แล้วอาจจะเป็นสารที่ก่อให้เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร โดยเฉพาะการใส่ไนเตรทและไนไตร์ลงในเนื้อสัตว์ในปริมาณมากๆ เพื่อหวังให้เนื้อมี สีแดงสวยนั้น ถ้าหากมีการหมักเนื้อทิ้งไว้นานๆ จะเกิดปฏิกิริยาทางแคมีหลายชั้นเช่นสารอะมีน (Amine) ซึ่งเป็นส่วนประกอบของโปรตีนในเนื้อสัตว์จะทำปฏิกิริยากับไนไตรท์เกิดสารไนโทรซามีนได้หลายชนิดด้วยกันเป็นสารที่ทำเกิดมะเร็งของตับได้มากที่สุด รองลงมาเป็นมะเร็งของหลอดเลือดอาหาร มะเร็งาของอวัยวะต่างๆ รวมทั้งมะเร็งของระบบทางเดินหายใจ ไต ทางเดินอาหารและกระเพาะปัสสาวะ (ลำดวน เศวตมาลย์ 2525)
ปกติการที่มนุษย์จะได้รับผลเสียจากไนเตรทนั้นจะต้องบริโภคไนเตรทในปริมาณมากจนถึงขีดเป็นอันตราย
ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่ามนุษย์มีโอกาสที่จะได้รับไนเตรทจากพืชน้อยกว่าการได้รับจากการบริโภคอาหารที่มีการใช้ไนเตรทและไนไตรท์เป็นสารเติมแต่งอาหารที่ผิดพลาด (เช่น ลองพิจารณาจาการบริโภคผักกับแหนมหรือผักกับไส้กรอกเป็นต้น)
สำหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้มีการใช้ไนเตรทและไนไตรท์ในอาหารได้ไม่เกิน 500 และ 200 มิลลิกรัมต่อเนื้อสัตว์ 1 กิโลกรัมตามลำดับแต่ในทางปฏิบัติผู้ผลิตมักจะใส่ในปริมาณสูงกว่านี้เพื่อให้เนื้อเป็นสีแดงและน่ารับประทาน โยเฉพาะในการทำเนื้อสวรรค์ เนื้อแดดเดียว ไส้กรอก แหนม ปลาเค็มและเนื้อสดในร้านก๋วยเตี๋ยว
คณะกรรมการวิทยาศาสตร์เพื่ออาหารของสหภาพยุโรป (European Commission’s Scientific Committee for Food) ได้กำหนดค่าที่ยอมรับว่าผู้บริโภคสามารถบริโภคไนเตรทได้อย่างปลอดภัย (Acceptable Daily Intake หรือ ADI) สำหรับไนเตรทอยู่ที่ 3.65 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักของคนเป็นกิโลกรัม หรือประมาณ 219 มิลลิกรัมต่อวันต่อคนที่มีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม
เนื่องจากแต่ละประเทศได้กำหนดค่าระดับสูงสุดของไนเตรทในพืชแต่ละชนิดแตกต่างกันไป เช่นปวยเหล็ง (Spinach) สหรัฐอเมริการกำหนดให้ที่ 3,600 มก./กก. เนเธอร์แลนด์ที่ 3,000 มก./กก. และรัสเซียที่ 2,100 มก./กก. ส่วนผักที่รับประทานในเนเธอร์แลนด์และออสเตรียกำหนดปริมาณไนเตรทสูงสุดที่ 4,500 มก./กก. และ 3,000 มก./กก.
ผักที่ริชการ์เด้นของเราปลูกส่วนใหญ่เป็นตระกูลผักกาดหอม (Lactuca, Lettuce) ซึ่งจะมีปริมาณไนเตรทในธรรมชาติต่ำ (น้อยกว่าผักคะน้าหรือผักบุ้งเสียอีก) เราได้ผ่านกรรมวิธีทางธรรมชาติก่อนเก็บเกี่ยว (เคล็ดลับสำคัญของเรา) ให้ผักของเรามีการตกค้างของไนเตรทน้อยที่สุด และในธรรมชาติของคนเรานั้นทานผักสลัดเฉพาะที่เป็นผักไฮโดรโปรนิกส์วันหนึ่งสูงสุดไม่เกิน 200 กรัมแน่นอน (200 กรัมก็ประมาณกรีนโอ๊คต้นใหญ่สุดตัดแกนเอาเฉพาะส่วนที่บริโภคของเราเกือบ 3 ต้น) จึงเป็นไปไม่ได้ที่ไนเตรทตกค้างจะสูงจนเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค นอกจากนี้เรายังมีการควบคุมคุณภาพโดยส่งผักของเราเข้าไปตรวจสารตกค้างอยู่เป็นประจำ เรียกว่าโอกาสที่มีสารไนเตรทตกค้างจะน้อยกว่าพืชปลูกบนดินที่ไม่มีการควบคุมระบบนิเวศน์ หรือการได้รับสารไนเตรทจะน้อยกว่าที่บริโภคจากผลิตภัณฑ์อาหารที่มีอยู่ในท้องตลาดเสียอีก
ริชการ์เด้นผลิตผักเพื่อให้ครอบครัวของเราทานเองด้วยเราย่อมต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นอันดับแรก ขอให้วางใจได้ว่าผักของเรามีปริมาณไนเตรทเหมาะสมตามธรรมชาติของพืชและไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภคอย่างแน่นอน…
ที่มา:
http://www.lks.ac.th/piyanut/pageamni.html
http://www.bansuanporpeang.com/node/275
http://pakhydro.blogspot.com/2009/03/blog-post_7084.html
http://health.kapook.com/view19328.html
ตอนนี้เว็บไซต์ของริชการ์เด้นสามารถเข้าชมได้จาก richgardenthailand.com ส่วน Facebook Page อยู่ที่ facebook.com/richgardenthailand สำหรับต้องการติดต่อทางธุรกิจกับเราใช้อีเมล์ info@richgardenthailand.com หากเจอข้อบกพร่องบนเว็บสามารถสามารถแจ้งเว็บมาสเตอร์ได้ที่ admin@richgardenthailand.com ค่ะ

Clean Hydroponics System
การปลูกพืชด้วยระบบไฮโดรโปนิกส์นั้ นริชการ์เด้นเรามองว่าเป็นวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการปลูกพืชที่สามารถควบคุมธาตุอาหารให้กับพืชได้ดีมากที่สุด มีรายงานและเอกสารวิจัยหลายฉบับ เช่น ที่ intechopen.com นักวิทยาศาสตร์ได้ใช้การปลูกพืชในระบบไฮโดรโปนิกส์ เพื่อควบคุมสภาวะแวดล้อม จึงสามารถศึกษาในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวกับกระบวนการเจริญเติบโตของพืชได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา สภาวะอากาศ น้ำ ศัตรูพืช โรคระบาด ฯลฯ
หากเราปลูกพืชในดิน เราไม่อาจควบคุมสารอาหาร หรือเชื้อโรคที่อยู่ในดิน ได้ตลอดเวลา และปัจจุบันก็เป็นที่ทราบกันดีว่าโลกของเรามีสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลงมากเพียงใด ยกตัวอย่าง หากเราปลูกพืชใกล้บริเวณโรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการบำบัดน้ำเสียไม่ครบถ้วน 100 % มลพิษที่มาจากน้ำนั้นอาจเข้ามาปนเปื้อนในดิน หรือในน้ำที่ใช้ในการเพาะปลูกได้อย่างง่ายดาย หากเราปลูกพืชในดินตามธรรมชาติ แลเราก็ได้รับพิษนั้นเมื่อเราบริโภคเข้าไป
ในทางตรงกันข้ามหากเราใช้วิธีการไฮโดรโปนิกส์ปลูกและควบคุมสารอาหาให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมกับธรรมชาติของพืชชนิดที่เราปลูก จะทำให้พืชได้รับสารปนเปื้อนที่น้อยกว่า และพืชมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็วกว่า เพราะว่าสารละลายที่ใช้ในการปลูกไฮโดรโปนิกส์นั้น เราได้คัดสรรสารทางธรรมชาติที่สะอาดไม่มีการปนเปื้อนมาเป็นองค์ประกอบทั้งนั้น และเราก็จะตรวจสอบควบคุมคุณภาพเสมอ ทุกส่วน ไม่ว่าจะเป็น น้ำ แสง อากาศ สารอาหาร เพราะสมาชิกของริชการ์เด้นก็บริโภคผักที่เราปลูกเป็นหลักอยู่แล้ว เรียกว่าเรานำเสนอของที่มีประโยชน์กับตัวเราให้กับสังคมนั่นเอง และพวกเราก็เชื่อว่าหลายคนที่กลายมาเป็นลูกค้าประจำของเราก็เชื่อเช่นนั้น
หากท่านสนใจ สามารถติดต่อเข้ามาชมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ที่ ริชการ์เด้น ได้ทุกวัน